อินโด-แปซิฟิก: มุมมองผลประโยชน์ต่อภูมิภาค
 

กอปร์ธรรม นีละไพจิตร แปลและเรียบเรียง                                
สิงหาคม 2561                                

 

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ทราบกันดีว่าเป็นการผนึกกำลังเพื่อต้านทานการขยายอิทธิพลของจีนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ ขณะที่การศึกษาในประเด็นดังกล่าวส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่การถกเถียงประเด็นความมั่นคงเป็นหลัก แต่สาระสำคัญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งประเทศในภูมิภาคจะได้รับจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวกลับยังไม่เป็นที่พิจารณาเท่าใดนัก บรรดาประเทศที่อยู่ท่ามกลางการขับเคี่ยวระหว่างมหาอำนาจสองขั้วมีทางเลือกมากน้อยเพียงใดก็เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเช่นกัน บทวิเคราะห์ เรื่อง Indo-Pacific: The Next Growth Engine? โดย Christopher H. Lim and Tan Ming Hui จากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies ได้วิเคราะห์ในอีกมิติว่า การอธิบายเรื่องยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกโดยส่วนใหญ่ยังสาละวนอยู่กับประเด็นการปิดล้อม การทหาร และการรับมือจากการขยายบทบาทของจีนอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี มุมมองด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ที่นานาประเทศจะได้รับจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

 

ภูมิภาคได้อะไรจาก “อินโด-แปซิฟิก”

ที่ผ่านมาหลายประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ อาทิ การลดความยากจน การสร้างระบบสุขาบาลที่ดี การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ และการวางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนซึ่งกำลังรุมล้อมพวกเขาอยู่ การคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ภูมิภาคนี้จะได้รับจากยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกจำเป็นต้องมองข้ามการขับเคี่ยวทางการเมืองระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ และควรมุ่งหากรอบความร่วมมือในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่จริงแล้วการจัดตั้งกรอบความร่วมมือระหว่างสองมหาสมุทรนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับภูมิภาคนี้แต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาประเทศในอินโด-แปซิฟิกต่างมีกรอบความร่วมมือพหุภาคีกับประเทศนอกภูมิภาคมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF) การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS Asia Summit-EAS) หรือ การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ภูมิภาคนี้จึงมีประสบการณ์ด้านความร่วมมือในทำนองเดียวกับอินโด-แปซิฟิกมาแล้ว อย่างไรก็ดี สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ส่งผลให้บรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความหวาดกลัว สำหรับมุมมองของประเทศในภูมิภาคนี้นั้น การขับเคลื่อนด้านการพัฒนาไม่ว่าจะมาจากมหาอำนาจฝ่ายใดก็สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ภูมิภาคนี้ได้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ประเทศสมาชิกอาเซียน (Association of Southeast Asian Nations, ASEAN) ยึดมั่นในหลักการรักษาความเป็นกลางในการดำเนินงานมาโดยตลอด ซึ่งความเป็นกลางนี้เองสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างกลุ่มประเทศ Quad (Quadrilateral Security Dialogue ที่ประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย) กับจีนได้เป็นอย่างดี โดยประเทศแกนนำในอินโด-แปซิฟิกสามารถสร้างความร่วมมือในทางบวกได้ผ่านการพัฒนาและสนับสนุนด้านการเงิน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ญี่ปุ่น มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม การขยายฐานการผลิตของญี่ปุ่นเข้ามาในอาเซียนจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาคอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนต่อไป ออสเตรเลีย มีจุดแข็งด้านเกษตรกรรมที่มีมาตรฐานระดับโลก สามารถถ่ายทอดทักษะเพื่อผลักดันให้อาเซียนมีศักยภาพในด้านเกษตรกรรมและพัฒนาเป็นแหล่งผลิตอาหารของโลกได้ ขณะที่อินเดีย มีจุดแข็งการเป็นผู้นำในด้านซอฟท์แวร์ ซึ่งตอบโจทย์กับความต้องการของอาเซียนที่มีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) หรือ เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย หากอินเดียเข้ามาผลักดันด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลแล้วจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับอาเซียนได้เป็นอย่างดี

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาเซียนต้องการงบประมาณปีละกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเงินสนับสนุนทั้งจาก Asian Development Bank (ADB) ของญี่ปุ่น และ Asia Infrastructure Investment Bank (AIIB) ของจีน ต่างมีความสำคัญต่อการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในอาเซียนต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากประเด็นการปิดล้อมจีนและการทหารแล้ว ประเทศในอินโด-แปซิฟิกยังได้รับประโยชน์ในทางบวกจากยุทธศาสตร์นี้ได้ดังที่กล่าวข้างต้น

 

ความไม่แน่นอนในยุทธศาสตร์ “อินโด-แปซิฟิก”

แม้ว่ากลุ่มแกนนำในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกจะร่วมมือกัน แต่อันที่จริงความสัมพันธ์นี้ก็ไม่ได้มีความมั่นคงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เนื่องจากแต่ละประเทศต่างก็เป็นคู่แข่งกัน ดังเห็นได้จากความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นซึ่งดูเหมือนจะเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกันมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เมื่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 และเริ่มส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค สหรัฐฯ จึงมองว่ากำลังเสียสมดุลในความสัมพันธ์และเริ่มที่จะควบคุมญี่ปุ่นไม่ได้อีกต่อไป ขณะที่ 20 ปีต่อมาประเทศที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯกลับกลายเป็นจีน สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างความสัมพันธ์และความเป็นพันธมิตรดังกล่าวนั้นไม่ได้มีความมั่นคงและยั่งยืน แต่ผันแปรไปตามผลประโยชน์ที่มีร่วมกันในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น ขณะที่อีก 20 ปีข้างหน้าได้คาดการณ์กันไว้ว่าอินเดียจะเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ที่เจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ คำถามที่ตามมาคือ อินเดียจะเป็นคู่แข่งใหม่ที่ต้องปิดล้อมอีกหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน มิฉะนั้นภูมิภาคนี้ก็จะตกอยู่ในวังวนของการปิดล้อมกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ขณะที่นักวิชาการจาก Lee Kuan Yew School of Public Policy, National University of Singapore ได้อธิบายถึงปัญหาด้านผลประโยชน์ที่ภูมิภาคจะได้รับในบทความเรื่อง “The Quad reconvenes: Implications for the Indo-Pacific region” ไว้อย่างน่าสนใจว่า ขณะที่ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เสนอทุ่มงบประมาณมหาศาลในการวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเชื่อมเส้นทางการค้าระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย อันจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่เอเชียอย่างมหาศาลนั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวลว่าจีนจะมีเป้าหมายทางการเมือง กลุ่มประเทศ Quad จึงผลักดันยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประเทศในภูมิภาคมีทางเลือกอื่นนอกจากจีน การเข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเพื่อแข่งขันกับ BRI นั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับกลุ่ม Quad นอกจากนี้ มุมมองของประเทศในภูมิภาคที่จะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังเต็มไปด้วยความคำถามและความกังวล เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีความไม่แน่นอนสูงและคาดการณ์ได้ยาก ไม่มีหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะสนับสนุนยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจังเพียงใด เห็นได้จากที่ทรัมป์เคยประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership-TPP) ดังนั้น ทิศทางความร่วมมือของยุทธศาสตร์นี้จึงไม่มีความแน่นอน

 

ทางเลือกของภูมิภาค?

จากบทวิเคราะห์ข้างต้น ของ Christopher H. Lim และ Tan Ming Hui และนักวิชาการจาก Lee Kuan Yew School of Public Policy พยายามชี้ให้เห็นว่าในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกไม่ได้มีเฉพาะมิติการคานอำนาจเท่านั้น มุมมองจากประเทศที่อยู่กึ่งกลางของยุทธศาสตร์ฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทั้งกับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลียก็เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเช่นกัน เนื่องจากการเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือใดๆ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก หรือ โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเลือกข้างมหาอำนาจฝ่ายใดเสมอไป ที่จริงแล้วหลายประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ได้มีทางเลือกมากนักในการจัดการความสัมพันธ์กับมหาอำนาจขั้วต่างๆ เพราะยังต้องรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา การวางโครงสร้างพื้นฐาน หรือการสนับสนุนทางการเงิน ประเทศในภูมิภาคนี้จึงจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทุกฝ่ายไว้ตราบใดที่ยังมีผลประโยชน์ร่วมกัน

แปลและเรียบเรียงจาก:
1. Lim, Christopher H. and Hui, Tan Ming. Indo-Pacific: The Next Growth Engine? [Online]. 2018. Available from: https://www.rsis.edu.sg/wp-content/uploads/2018/08/CO18135.pdf [2018, August 29]

2. Global-is-Asian staff. The Quad reconvenes: Implications for the Indo-Pacific region [Online]. 2018. Available from: https://lkyspp.nus.edu.sg/gia/article/the-quad-reconvenes-implications-for-the-indo-pacific-region [2018, August 29]

ที่มาภาพ : https://blogs.griffith.edu.au/asiainsights/indo-pacific-connectivity-lessons-from-chinas-belt-and-road/