ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก
ท่าทีของจีนและมุมมองของไทย


ยุวดี คาดการณ์ไกล                                
สิงหาคม 2561                                

ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก ความจริงแล้วพัฒนาต่อยอดจากนโยบาย Rebalancing ในเอเชียแปซิฟิก ขณะนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดไม่มีรายละเอียด แต่เป้าหมายหลักคือต้องการปิดล้อมจีน เนื่องมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนกลายเป็นสิ่งท้าทายต่อสหรัฐในฐานะมหาอำนาจโลก

ทั้งไทยและจีนเห็นร่วมกันว่า การประกาศยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกนี้กลับเป็นการสะท้อนความอ่อนแอของสหรัฐมากกว่า เพื่อต้องการใช้ยุทธศาสตร์นี้ในการบั่นทอนและก่อกวนจีน สังเกตได้ว่าขณะนี้ สหรัฐมี Hard Power ลดลง กำลังทหารไม่ได้เพิ่มขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดลง ขณะที่จีนกำลังทะยานขึ้น

อย่างไรก็ตาม จีนเองก็ไม่ประมาท จีนยอมรับว่าสหรัฐยังเป็นมหาอำนาจโลกหมายเลขหนึ่ง การลดลงของ Hard Power เป็นการลดลงแบบสัมพัทธ์ สหรัฐยังสามารถรับมือและควบคุมภูมิภาคนี้ได้อย่างเต็มกำลัง เพียงแต่สหรัฐเกรงว่าการที่จีนใหญ่ขึ้น การใช้ Hard Power เพียงลำพังสหรัฐอาจจะรับมือไม่ได้ และได้เตรียมรับมือกับผลกระทบที่จะตามมาของการใช้นโยบายอินโดแปซิฟิกของสหรัฐ โดยประเมินเป็นสองแนวทาง คือ กรณีเลวร้ายที่สุดก็จะเกิดความแตกแยกทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ประเทศต่างๆจะจับกลุ่มสร้างพันธมิตรกันขึ้นมาใหม่ จะนำมาซึ่งปัญหาความมั่นคงทั่วภูมิภาคด้วย อีกกรณีคือการแตกแยกทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจีนบอกว่าพยายามจะหลีกเลี่ยงกรณีที่เลวร้ายที่สุด

หากประเมินท่าทีของพันธมิตรอินโดแปซิฟิก โดยเฉพาะอินเดียเวลานี้ก็ปรับเปลี่ยนท่าที ไม่ได้กระตือรือร้นมากนัก เพราะเกรงจะส่งลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศและความฝันของอินเดียที่ต้องการจะบรรลุได้ สำหรับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ต่างก็รู้สึกว่ายุทธศาสตร์นี้เต็มเป็นด้วยกลิ่นอายของการเมืองในภูมิภาค และกลัวว่าจะเกิดความปั่นป่วนในภูมิภาค และประเทศเล็กๆในเอเชียจะได้รับผลการะทบเป็นส่วนใหญ่

จีนยังมองว่า อาเซียนไม่เพียงแต่เป็นการรวมกลุ่มของประเทศเล็กๆ แต่เป็นมหาอำนาจขนาดกลางที่สร้างสรรค์ จึงได้เสนอว่า หนึ่ง จีนจะเคารพความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการกำหนดทิศทางของความร่วมมือหรือโครงสร้างของความมั่นคงในภูมิภาคของเรา และเห็นว่าในอนาคตอาเซียนต้องแสดงบทบาทที่สำคัญในเรื่องความมั่นคงของภูมิภาคนี้ด้วย สอง จีนยังยืนยันว่า หากสหรัฐดำเนินยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกอย่างไม่โปร่งใสและไม่ให้จีนเข้าร่วม ประเทศจีนจะไม่ยอมรับและจะสู้ให้ถึงที่สุด สาม ทรัมป์มีนโยบายที่พยายามทำร้ายระเบียบโลก จีนรู้สึกแปลกมากที่สหรัฐอเมริกาทำลายกฎกติกาที่ตนสร้างขึ้นมา

สุดท้าย ที่ประชุมทั้งฝ่ายไทยและจีนเห็นชอบที่จะมีความร่วมมือกันต่อไป เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตความสัมพันธ์ไทย-จีนจะสลับซับซ้อนมากขึ้น ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดและความไว้วางใจกัน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง นักคิด นักวิชาการ ปัญญาชนระหว่างสองประเทศ ทั้งในรูปการจัดประชุม การวิจัย การศึกษาและฝึกอบรม เพื่อยกระดับปัญญา ความรู้ ความเข้าใจทั้งสองฝ่ายให้ใกล้กัน ลึกซึ้งและกว้างขวางมากขึ้น และในฐานะที่ไทยจีนเป็นชาวเอเชียด้วยกัน ควรที่จะพัฒนาการฑูตและการต่างประเทศให้สัมพันธ์กันที่เป็นแบบเอเชียมากขึ้นด้วย

หมายเหตุ: สรุปจากรายงานการสัมมนาเวทีคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีน จัดโดย มูลนิธิการวิจัยยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแห่งชาติจีน ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติไทย และศูนย์วิจัยปัญหาทะเลจีนใต้แห่งประเทศจีน มหาวิทยาลัยนานกิง ณ มหาวิทยาลัยนานกิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน 22 กรกฎาคม 2561

 

ภาพบรรยากาศการสัมมนา

 

ผู้เข้าร่วมสัมมนา

ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย

ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

อดีตเอกอัครราชทูตสมปอง สงวนบรรพ์

พลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง

พันตรี ดร.สรศักดิ์ งามขจรกิจ

นายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์

คุณยุวดี คาดการณ์ไกล

ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจีน

พลตรี หลี่หนิง

ศาสตราจารย์ ดร. จูเฟิง

รองศาสตราจารย์ ดร.หยุนฉวิน

นาวาอากาศโท หยาง จงอี้

ศาสตราจารย์ เฉิง ฮั่น ผิง

นายจางเหล่ย